เขียนโดย: Ditsumran1977

เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2564 - 13:06

Britten V1000 & Andrew Stroud ... ขี่ให้เด็กมันดูว่า “รถกู” แม่งแรงจริง

Britten V1000 & Andrew Stroud ... ขี่ให้เด็กมันดูว่า “รถกู” แม่งแรงจริง

 

 Made in New Zealand 

 

                แม้ว่านักขี่หรือนักแข่งสัญชาตินิวซีแลนด์จะมีอยู่ในจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับนักแข่งชาติอื่นๆ แต่ในความน้อยของจำนวนมันกลับมีเรื่องของคุณภาพเข้ามาผนวก ยุคแรกๆ ที่ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับประเทศนี้ก็คือ Herbert James Munro (เฮอร์เบริต์ เจมส์ มันโร) โดยนักแข่งคนนี้ทำสถิติความเร็วสูงที่สุดเท่าที่ INDIAN จะทำได้ คือ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเขาก็ข้ามน้ำข้ามทะเลไปจนถึงอเมริกา ณ Bonneville Salt Flats ซึ่งทางวิ่งไกลสุดลูกหูลูกตามันคือ Salt Flats (ทะเลสาบที่แห้งเหลือไว้แต่ผืนเกลือ) และได้รับการบันทึกในระดับโลกด้วยการทำความเร็วสูงสุด 305 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยใช้รถ 1920 INDIAN Scout ที่พัฒนาด้วยตัวเขาเอง

 

 แรงบิดเหลือๆ กับเครื่องยนต์ 1,000 cc.

 

 เทคโนโลยีการใช้วัสดุเดียวกับ F1

 

                อีกหนึ่งคนที่ BoxzaRacing อยากจะแนะนำให้ได้รู้จักก็คือ Andrew Stroud (แอนดรูว์ สเตราท์) ซึ่งมาถึงตรงนี้น่าจะมีหลายคนที่ยังไม่รู้จักกับเขาคนนี้ ... Andrew Stroud เกิดที่ Upper Hutt (อัปเปอร์ ฮัทท์) ซึ่งเป็นพื้นที่เล็กๆ ใน Wellington ไม่มีเขตติดต่อกับทะเลเลยทั้งๆ ที่เป็นดินแดนแบบหมู่เกาะ เขาเกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 1967 หลังจากนั้นอีก 19 ปีก็เริ่มลงแข่งก่อนจะมาได้แชมป์แรกในรุ่น NZ 250 Production แถมยังเคยลงแข่งกับ Michael Mick Doohan ตำนานแชมป์ 5 สมัยในรายการ WGP500 กับรถ NSR 500 ซึ่งในครั้งนั้น Andrew Stroud จบการแข่งลงด้วยอันดับที่ 2 โดยมี Doohan ครองที่ 1 ในรายการ 1988 Arai 500 km Superbike race และในปีเดียวกันนั้น Andrew Stroud ได้ร่วมทีมกับ Graeme Crosby ลงแข่งรายการ Suzuka 8 Hours

 

 ตัวแข่งของ Britten V1000 ทั้งคู่ของโรงงาน Britten

 

 ไล่เบาด้วยการใช้วัสดุ Cabon และอลูมิเนียม

 

                1991 เป็นปีที่ Andrew Stroud ได้ลงแข่งในรายการ American Battle of the Twins และเขาได้ใช้รถแข่งของ Britten Motorcycle รุ่น V1000 ซึ่งถ้าจะย้อนกลับไปดูประวัติของ Britten Motorcycle ก็เริ่มมาจากที่ John Britten กับรถแข่ง Ducati ของเขาย้ายมายังนิวซีแลนด์และเขาได้ใช้เครื่อง V twin ของ Denco มาประจำการลงบนเฟรมที่เขาได้สร้างขึ้น แต่พอเอาไปลองขี่จริงมันกลับไม่ได้ตามที่ตั้งเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Britten ตัดสินใจสร้างทุกสิ่งอย่างด้วยมือตัวเอง ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบ V twin ขนาด 1,000 cc. ใช้การสร้างข้อเหวี่ยงและสั่งชุดเกียร์ 5 สปีด มาจาก Suzuki นอกจากนั้นจัใช้ระบบเบรก Brembo กับช็อคอับของ Ohlins ... กลับมาที่การแข่งขัน Daytona รถแข่ง Britten V1000 แข่งจบในอันดับที่ 3 และได้ที่ 2

 

 ยุค'90 ต้นๆ กับชิ้นงานคาร์บอนและงาน CNC ระดับเทพ

 

 งานท่อไอเสียที่ไม่ได้มาง่ายๆ ลองมาจนได้ดี ฉาบผิวด้วยเซรามิค

 

                1992 ทีมแข่งและรถกลับไปที่อเมริกาอีกครั้ง Andrew Stroud ลงแข่งกับ Ducati อีก ซึ่งครั้งนี้เขาเกือบที่จะชนะ Ducati ได้อยู่แล้ว แต่มีปัญหากับระบบไฟ หลังจากนั้นในปีเดียวกันที่ Assen ทีมทำทุกอย่างชนิดไม่เกิดข้อผิดพลาด Stroud และ Brittem V1000 คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ... 1993 แฟนๆ การแข่งขันต่างเฝ้ารอการกลับมาของทีมนี้ แต่ทีมก็ไม่ได้มาแข่งในปีนั้น ... 1994 Britten V1000 และ Andrew Stroud กลับมาอีกครั้ง ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนเรื่องความเร็วของรถ Britten V1000 ทำความเร็วได้ถึง 305 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อเน้นย้ำความสำเร็จ ทีมเล็กๆ ของพวกเขาคว้าแชมป์ที่ Daytona ได้อีกตอนปี 1996 – 1998

 

 Andrew Stroud กับชุดและรถแข่งของเขา

 

 ขึ้นแท่นแบบนี้ บอกเลยว่ามันคือ Britten V1000 คันแรกที่ผลิตออกมา

 

                บริษัทที่สร้างรถ Britten V1000 ทุกวันนี้ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งรายละเอียดของตัวรถจะมีการพัฒนาขึ้นตามยุคสมัย แต่ไม่มีทางที่ Britten V1000 จะทิ้งงานออกแบบเดิมๆ ของเขา สวิงอาร์มหน้าและหลัง ถูกสร้างขึ้นจาก Carbon โดยเป็นการผสมกับอลูมิเนียม ชุดกันสะเทือนด้านหน้า มีความใกล้เคียงกับ Gilera CX 125 รถอิตาลี่ที่เคยเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อราวๆ 30 ปีที่แล้ว แต่มาต่างกันตรงที่ Gilera เป็นแบบแขนเดี่ยวในส่วนของวงล้อหน้า ส่วน Britten V1000 จะเป็นแบบแขนคู่ นอกนั้น ไม่ว่าจะเป็นการวางช็อคอับและโตงเตงกระดกรับส่งแรงต่างๆ มันเกือบจะเหมือนกันเลย สวิงอาร์มหลังก็ออกแบบและกำหนดการใช้วัสดุอย่าง Carbon กับอลูมิเนียม เรียกได้ว่าเน้นไล่เบาเอาให้สุดกันเลยทีเดียว

 

 ตัวแข่งล้วนๆ ราคาแพงเท่าบ้านหรูๆ เลยทีเดียว

 

 มันน่าทึ่งว่าในยุคนั้น John Britten คิดสร้างรถแบบนี้ได้อย่างไร

 

                พัฒนาการเรื่องเฟรมของ Britten เหมือนจะเหนือกว่า Ducati ในยุคนั้น เพราะในปี 1994 ตัวของ Ducati ยังใช้ตัวแข่งอย่าง 916 ลงทำการแข่ง ซึ่งเมื่อเอ่ยถึง Ducati 916 ก็จะมีชื่อของนักแข่ง WSB หรือ WSBK อย่าง Carl Fogarty และวลีเด็ดๆ อย่าง No Fear เข้ามาเกี่ยว แม้ว่า 916 จะเป็นรถที่สวยที่สุดและได้นักขี่ที่เยี่ยมที่สุด แต่ตัวเฟรมยังใช้แบบดั้งเดิมของ Ducati ซึ่งทำให้ตัวรถแข่งของ Ducati มีน้ำหนักที่มากกว่า Britten V1000 ทำให้ Ducati ต้องลดน้ำหนักในส่วนขององค์ประกอบภายในเครื่องยนต์และ Suspension ต่างๆ รวมถึง Braking System ส่วนทางด้านของ Britten V1000 ใช้เครื่องยนต์เป็นจุดกึ่งกลางของน้ำหนักรถและไม่ได้ใช้เฟรมเหมือนค่ายอื่นๆ ใช้เพียง Junction จับเสาคอรถเข้ากับเครื่อง ตามด้วยยึดสวิงอาร์มเข้ากับตัวเครื่อง

 

 โฉมหน้ารถที่เกิดมาฟาดฟันกับตัวแข่งระดับตำนานอย่าง Ducati

 

 อยู่ในจังหวะรอการสตาร์ทเครื่องโชว์ให้ได้หายคิดถึง

 

                วงล้อของ Britten V1000 ใช้วัสดุผสมคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิต Carbon Composite เน้นความเบาและแกร่งเป็นพิเศษ ขนาดของวงล้อหน้าและหลัง อยู่ในขนาด 3.50 x 17 นิ้ว และ 6.00 x 17 นิ้ว และเมื่อรถไม่มีเฟรมแถมยังใช้ล้อที่สร้างขึ้นพิเศษ การหาพื้นที่ในการติดตั้งหม้อน้ำเพื่อระบายความร้อนอาจจะดูเป็นเรื่องยาก ทีมงานผู้ออกแบบ Britten จึงยกเอาหม้อน้ำมาติดตั้งบริเวณ Subframe ด้านท้ายหรือใต้เบาะนั่ง ทำเอาทีมอื่นๆ ได้อ้าปากค้างกันเลยที่ได้รู้ได้เห็น ชิ้นส่วนอย่างพวกแฟริ่ง Faring มีอยู่ทั้งหมด 6 ชิ้น ได้รับการออกแบบตามอากาศพลศาสตร์และหลบพื้นที่ให้ส่วนประกอบอื่นของรถ เช่น ท่อไอเสีย โดยท่อของ Britten V1000 พิเศษกว่าใคร เพราะส่วนมากเครื่องยนต์จะมีท่อไอเสียที่ออกจากห้องเผาไหม้เพียงท่อเดียว แต่ V 1000 จะเป็นแบบ 2 ท่อ : 1 สูบ หรือ 1 ห้องเผาไหม้ มันช่วยให้ไอเสียออกจากห้องเผาไหม้ได้เร็วขึ้น และเมื่อ V 1000 เป็นรถแข่ง อุณหภูมิของไอเสียจะต้องสูงมากๆ ทางตันสังกัดจึงส่งชุดคอท่อหรือ Header ไปเคลือบเซรามิค Ceramics เน้นให้สวยงามด้วยการใช้โทนสีน้ำเงิน    

 

 Britten V1000 ขับขี่โดย Andrew Stroud

 

ผลงานการออกแบบของ John Britten

 

 จัดไปเลยครับ Andrew Stroud เอาให้ลั่น ให้ได้หายคิดถึง

 

                นี่ถ้าลองได้ย้อนคิดดูดีๆ ย้อนเวลากลับไปสมัยที่รถรุ่นนี้ยังซิ่งอยู่บนเซอร์กิต ก็อดแปลกใจไม่ได้เลยว่า Johm Britten คิดและสร้างรถแบบนี้ได้อย่างไร เพราะ Britten V1000 ในเวลานั้นล้ำสมัยมาก ล้ำยุคกว่าทุกค่ายที่ลงทำการแข่งขัน นอกจากนั้นก็ต้องยอมรับความเป็นเลิศด้านวัสดุ การวางระบบกลไกต่างๆ ถือได้ว่าเป็นแบบฐานการผลิต Motorcycle Sport ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเฟรมให้เบาและใช้เครื่องยนต์เป็น Junction ยึดส่วนต่างๆ นี่ยังไม่รวมชุดกันสะเทือนนะ ... สุดยอดจริงๆ เลย John Britten และ Britten V1000 Made in New Zealand ...                    

 

Cr mcnmotorcycleshow , odd-bike , shannons , FB : Britten Motorcycle Company

รถซื้อสอง ซื้อขายรถ ของแต่งรถ

ข่าวที่ใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook